พินอินอ่านยังไง วรรณยุกต์ 4 เสียง และกฎเสียงเปลี่ยนที่ต้องรู้
- พินอิน คือระบบเขียนเสียงอ่านภาษาจีนกลางด้วยตัวอักษรโรมัน อ่านตามกฎของพินอินเอง ไม่ใช่อ่านแบบภาษาอังกฤษ
- พินอิน 1 พยางค์มี 3 ส่วน คือ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ เช่น mā = m + a + เสียง 1
- ภาษาจีนกลางมี วรรณยุกต์ 4 เสียง และเสียงเบา เสียงต่างความหมายก็ต่าง mā แม่ · mǎ ม้า
- มีคำไม่กี่แบบที่เสียงเปลี่ยนเมื่ออยู่ติดกัน ที่เจอบ่อยคือ เสียง 3 ต่อเสียง 3 และคำว่า 不 กับ 一
พินอินคืออะไร
พินอิน (拼音 pīnyīn) คือระบบเขียนเสียงอ่านของภาษาจีนกลางด้วยตัวอักษรโรมัน ตัวอักษรจีนหนึ่งตัวบอกความหมายได้ แต่ไม่ได้บอกว่าอ่านว่าอะไร พินอินจึงเป็นเหมือนคำอ่านกำกับ ที่คนเรียนภาษาจีนทุกคนต้องอ่านให้ออกก่อน
ข้อที่ต้องจำไว้ตั้งแต่แรกคือ พินอินใช้ตัวอักษรเหมือนภาษาอังกฤษ แต่อ่านไม่เหมือน เช่น q อ่านคล้าย ช · x อ่านคล้าย ซ · c อ่านคล้าย ช แบบลมรั่วที่ฟัน ถ้าอ่านแบบภาษาอังกฤษจะผิดตั้งแต่ต้น
พินอิน 1 พยางค์มี 3 ส่วน
| คำ | พินอิน | พยัญชนะต้น | สระ | วรรณยุกต์ |
|---|---|---|---|---|
| 妈 | mā | m | a | เสียง 1 |
| 好 | hǎo | h | ao | เสียง 3 |
| 去 | qù | q | ü (เขียนเป็น u) | เสียง 4 |
บางพยางค์ไม่มีพยัญชนะต้น เช่น 爱 ài (รัก) แต่ทุกพยางค์ต้องมีสระและวรรณยุกต์เสมอ
วรรณยุกต์ 4 เสียง และเสียงเบา
ภาษาจีนกลางเป็นภาษามีวรรณยุกต์เหมือนภาษาไทย เสียงต่าง ความหมายก็ต่าง ตัวอย่างคลาสสิกที่ครูทุกคนใช้คือพยางค์ ma
| เสียง | ลักษณะเสียง | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 1 ā ขีดตรง | สูง ลากยาวเสมอกัน ใกล้เคียง: สามัญ แต่ยกให้สูงขึ้น | 妈 mā แม่ |
| 2 á ขีดขึ้น | จากกลางขึ้นสูง ใกล้เคียง: จัตวา | 麻 má ป่าน, ชา |
| 3 ǎ หยัก | ต่ำลงไปก่อน แล้วเชิดขึ้น ใกล้เคียง: เอก แล้วเชิดปลาย | 马 mǎ ม้า |
| 4 à ขีดลง | จากสูงตกลงต่ำ สั้นและหนัก ใกล้เคียง: โท | 骂 mà ด่า |
| เบา a ไม่มีเครื่องหมาย | สั้น เบา ไม่เน้น | 吗 ma คำลงท้ายคำถาม |
เสียงไทยในตารางเป็นแค่ตัวช่วยตอนเริ่มต้น ไม่ได้ตรงเป๊ะ ทางที่ดีที่สุดคือฟังเสียงจริงแล้วพูดตาม
เสียง 3 ในประโยคจริงมักออกแค่ครึ่งแรก คือกดต่ำลงแล้วไม่เชิดขึ้น ที่ได้ยินเชิดขึ้นครบมักเป็นตอนพูดคำเดียวโดดๆ หรือคำสุดท้ายของประโยค
เสียงเบามักอยู่ท้ายคำ เช่น 谢谢 xièxie (ขอบคุณ) และ 妈妈 māma (แม่) พยางค์หลังอ่านสั้นและเบา
พยัญชนะที่คนไทยมักอ่านผิด
| พินอิน | ใกล้เคียงเสียงไทย | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| b · p | ป · พ | b ไม่พ่นลม p พ่นลม · b ไม่ใช่ บ |
| d · t | ต · ท | d ไม่ใช่ ด |
| g · k | ก · ค | g ไม่ใช่เสียง จ หรือ ย แบบภาษาอังกฤษ |
| h | ฮ | ออกเสียงจากคอ ขูดกว่า ฮ ของไทยเล็กน้อย |
| j · q · x | จ · ช · ซ | ปลายลิ้นแตะหลังฟันล่าง ริมฝีปากแบะเหมือนยิ้ม เช่น 七 qī (เจ็ด) |
| zh · ch · sh · r | จ · ช · ซ · ร แบบม้วนลิ้น | ยกปลายลิ้นขึ้นไปใกล้เพดานปาก เช่น 中国 Zhōngguó (จีน) · 水 shuǐ (น้ำ) · r ไม่รัวลิ้น |
| z · c · s | จ · ช · ซ แบบลิ้นแตะหลังฟัน | z คล้าย "ts" c คล้าย "ts" แบบพ่นลม เช่น 四 sì (สี่) |
จุดที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุด คือแยก sh (ม้วนลิ้น) กับ s (ไม่ม้วน) และ zh กับ z ไม่ออก เช่น 十 shí (สิบ) กับ 四 sì (สี่) ถ้าพูดไม่ชัด คนฟังจะสับสนว่าหมายถึงเลขไหน
สระที่อ่านไม่ตรงกับที่ตาเห็น
- e อ่านคล้าย เออ ไม่ใช่ เอ เช่น 喝 hē (ดื่ม) · แต่ถ้าอยู่ใน ie หรือ üe จะอ่านคล้าย เอ เช่น 谢谢 xièxie
- i หลัง z c s zh ch sh r ไม่ได้อ่านว่า อี แต่เป็นเสียงคล้าย อือ เช่น 四 sì · 十 shí · 日 rì
- ü อ่านคล้าย อวี คือทำปากจู๋แล้วออกเสียง อี เช่น 女儿 nǚ'ér (ลูกสาว)
- u หลัง j q x y คือ ü ที่ละจุดไว้ อ่านเป็น อวี เช่น 去 qù · 学习 xuéxí ส่วนหลัง n และ l ต้องเขียนจุดไว้ เพราะมีทั้ง nu กับ nü และ lu กับ lü
- ian อ่านคล้าย เอียน ไม่ใช่ อี-อัน เช่น 天 tiān (ฟ้า, วัน) อ่านคล้าย เทียน
- iu · ui · un เป็นรูปย่อ ย่อมาจาก iou · uei · uen จึงมีเสียงสระกลางแฝงอยู่ เช่น 六 liù อ่านคล้าย เลี่ยว · 水 shuǐ อ่านคล้าย สุ่ย
เสียงที่เปลี่ยนเมื่ออยู่ติดกัน
บางคำเขียนพินอินอย่างหนึ่ง แต่เวลาพูดจริงเสียงเปลี่ยน มี 3 กฎที่เจอตั้งแต่ HSK 1
1. เสียง 3 ต่อด้วยเสียง 3 → ตัวหน้ากลายเป็นเสียง 2
你好 เขียน nǐ hǎo แต่พูดเป็น ní hǎo ·
老虎 lǎohǔ (เสือ) พูดเป็น láohǔ
2. 不 bù ถ้าตามด้วยเสียง 4 → กลายเป็น bú
不是 พูดเป็น búshì (ไม่ใช่) ·
แต่ 不好 ยังเป็น bù hǎo ตามเดิม เพราะ 好 เป็นเสียง 3
3. 一 yī เปลี่ยนตามคำที่ตามหลัง
- ตามด้วยเสียง 4 → yí เช่น 一个 yí ge (หนึ่งอัน)
- ตามด้วยเสียง 1, 2, 3 → yì เช่น 一天 yì tiān (หนึ่งวัน)
- อยู่โดดๆ นับเลข หรือบอกลำดับ → yī ตามเดิม เช่น 第一 dì-yī (ที่หนึ่ง)
หนังสือและพจนานุกรมส่วนใหญ่เขียนพินอินตามเสียงเดิม ไม่ได้เขียนตามเสียงที่เปลี่ยนแล้ว รู้กฎไว้ในหัว แล้วเวลาพูดค่อยเปลี่ยนเอง
วางเครื่องหมายวรรณยุกต์ไว้ตรงไหน
เวลาพยางค์มีสระหลายตัว เครื่องหมายวรรณยุกต์จะอยู่บนสระตัวใดตัวหนึ่งตามลำดับนี้
- มี a หรือ e → วางบนตัวนั้น เช่น hǎo · xiè
- มี ou → วางบน o เช่น 都 dōu
- นอกนั้น → วางบนสระตัวหลัง เช่น liù · shuǐ
ฝึกพินอินยังไงให้ได้ผล
- ฟังแล้วพูดตามทันที อ่านกฎอย่างเดียวไม่ช่วยให้ออกเสียงได้ ต้องได้ยินเสียงจริงแล้วเลียนตาม
- จำคำพร้อมวรรณยุกต์เสมอ อย่าจำว่า "ma แปลว่าแม่" แต่จำว่า "mā แปลว่าแม่" ถ้าไม่จำเสียงตั้งแต่แรก จะแก้ทีหลังยากมาก
- ฝึกเป็นคู่เสียงที่ต่างกัน เช่น shí กับ sì · mǎ กับ mà จะช่วยให้หูแยกเสียงได้เร็วขึ้น
- อย่าติดพินอินนานเกินไป พินอินเป็นทางผ่าน พอจำคำได้แล้วให้ฝึกอ่านจากตัวอักษรจีนโดยไม่ดูพินอิน
ในเก่งจีน ทุกคำมีพินอินพร้อมวรรณยุกต์กำกับ เริ่มฝึกจาก คำศัพท์ HSK 1 ได้เลย เป็นคำพื้นฐานที่มีตัวอย่างครบทุกกฎในบทความนี้